คณะกรรมการสหภาพยุโรปเตรียมพร้อมรับความขัดแย้งเรื่องเมล็ดพืชดัดแปรพันธุกรรม
ที่มา: Reuters News Service
วันที่: 12 สิงหาคม 2547
Web site: http://64.26.159.139/static/news/NEWSID_5763.php
บรัสเซลล์: อีกประมาณ 1 เดือนข้างหน้าจะเป็นอีกครั้งที่ทางยุโรปจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมาก
ในด้านเทคโนโลยีชีวภาพของแต่ละประเทศในกลุ่ม
เมื่อจะมีการพิจารณาเรื่องเมล็ดพืชดัดแปรพันธุกรรม
ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของกฎระเบียบของสหภาพยุโรปในเรื่องสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
ทางบรัสเซลล์ต้องการให้มีระเบียบการดูแลเมล็ดพืชเพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจ
ในการประเมินและยอมรับ
พืชดัดแปรพันธุกรรมเพื่อการปลูก แต่ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตกลงกันได้
แม้จะมีการจัดทำฉบับร่างในเรื่องดังกล่าว
มากว่าปีแล้ว กลุ่มของคณะกรรมการทั้ง
25 คนจะมีการประชุมตกลงกันในวันที่ 8 กันยายนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อตกลง
ในนโยบายก่อนที่กฎการห้ามพืชดัดแปรพันธุกรรมในสหภาพยุโรปจะหมดอายุลงสิ้นเดือนตุลาคมนี้
ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า
การตกลงคงไม่ได้ข้อสรุปง่ายนัก เนื่องจากต้องเกี่ยวข้องกับ
5 สาขาคือ การเกษตร สิ่งแวดล้อม งานวิจัย การค้า
และความปลอดภัยของอาหาร
ซึ่งปัจจุบันการตกลงในเรื่องนี้จะเป็นในลักษณะค้านกันอยู่แบบหาข้อสรุปไม่ได้
พืชที่มีอยู่ในรายการมี 6 ชนิดคือ rapeseed, ข้าวโพด, sugar beet, fodder
beet, มันฝรั่ง และ ฝ้ายโดยมีเกณฑ์การยอมรับการปะปน
ของพืชดัดแปรพันธุกรรมได้
0.3 - 0.5%
กลุ่ม Green กล่าวเกณฑ์ที่ควรจะเป็นคือ 0.1% เพราะมิฉะนั้นจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เคร่งครัดของผู้บริโภค
เรื่องพืชที่ไม่ผ่านกี่ดัดแปรพันธุกกรม
ประเทศออสเตรีย ลักแซมเบอร์ก และเดนมาร์ก ได้ออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนเกณฑ์ไม่เกิน
0.1% เท่านั้น
ผู้บริโภคในจีนเริ่มให้ความสนใจกับอาหารดัดแปรพันธุกรรม
ที่มา: China Daily
วันที่: 12 สิงหาคม 2547
Web site: http://www.chinadaily.com.cn/english/doc/2004-08/12/content_364492.htm
กรุงปักกิ่ง: ที่ห้าง Trust supermarket ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในกวางโจว
ผู้บริโภคเริ่มตระเวนตามแถวชั้น
วางน้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหาร
ลี เหวยชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า เธอทานอาหารดัดแปรพันธุกรรมได้ แต่ถ้าเป็นไปได้เธออยากเลือกผลิตภัณฑ์แบบที่ไม่ได้ทำมาจาก
สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม
เพราะคิดว่าปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินลงไปอย่างเด็ดขาดว่า อาหารดัดแปรพันธุกรรมปลอดภัย
ซึ่งทำให้เธอพยายามระมัดระวังในเรื่องนี้
แต่เธอคงไม่มีทางเลือกเท่าไรนัก เพราะในปัจจุบันผู้ผลิตได้ใช้ ถั่วเหลืองและข้าวโพดดัดแปรพันธุกรรม
เป็นวัตถุดิบในการผลิต
น้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหาร เช่นเดียวกับน้ำมันที่ทำจาก
rapeseed
ประเทศจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก และส่วนใหญ่นำเข้ามาจากสหรัฐฯ ปีที่แล้วจีนนำเข้าถั่วเหลือง
8.29 ล้านตัน ซึ่งในช่วง
มค. - พค. ที่ผ่านมา นำเข้ามาจากสหรัฐ 6.26 ล้านตัน
ซึ่ง 70% ของถั่วเหลืองที่นำเข้ามาจะเป็นถั่วเหลืองดัดแปรพันธุกรรม
และถูกใช้ในการผลิตน้ำมันสำหรับปรุงอาหาร
และประเทศจีนได้ให้มีการติดฉลากในน้ำมันที่ทำจากพืชดัดแปรพันธุกรรม
ตั้งแต่
1 พค. เป็นต้นมา แต่ยังไม่ได้ให้มีการติดฉลากในอาหารอื่น แม้จะมีงานวิจัยในเรื่องนี้ในอาหารหลายชนิดแล้วก็ตาม
ผู้ขายของห้าง Trust supermarket กล่าวว่าการติดฉลากไม่เป็นผลดีกับสินค้า
เพราะผู้บริโภคจะไม่ชอบเกี่ยวกับเรื่อง
ที่เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม แต่ถ้ามีการติดป้ายลดราคาจะมีผลทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อน้ำมันจากพืชดัดแปรพันธุกรรมมากขึ้น
สงครามระหว่างเกษตรกรและบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ
ที่มา: The Enquirer
วันที่: 15 สิงหาคม 2547
Web site: http://64.26.159.139/static/news/NEWSID_5768.php
บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ ได้สัญญากับเกษตรกรว่าจะมีพืชที่ต้านทั้งแมลงที่หิวโหย
และทนต่อยาฆ่าแมลงได้มากขึ้น
แต่เกษตรกรหลายรายกล่าวว่าพวกเขาต้องความเป็นอิสระกับเมล็ดพืชเหล่านี้
พืชชนิดใหม่เหล่านี้ที่ได้พัฒนาโดยบริษัท ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก
สิทธิบัตรได้ทำให้บริษัทผู้ผลิต
เมล็ดพืชดัดแปรพันธุกรรมนี้มีสิทธิในเมล็ดพืชของตน
และกำหนดราคาขายในท้องตลาดได้ตามต้องการ
พืชดัดแปรพันธุกรรมชนิดแรกได้วางจำหน่ายราวๆทศวรรษที่
90
ทุกๆฤดุของการปลูกเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดรุ่นใหม่จากบริษัทผู้ผลิจเมล็ดพันธุ์
และลงนามในสัญญาว่าจะไม่มีการเก็บเมล็ด
ไว้สำหรับปลูกในปีต่อๆไป ซึ่งเกษตรกรต้องการจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกในปีต่อๆไปซึ่งผิดกฎหมาย
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิต
เมล็ดพันธุ์พืชดัดแปรพันธุกรรม ได้มีคดีหลายคดีที่ฟ้องร้องเกษตรกรที่เก็บเมล็ดพืชผลผลิตไว้ปลูกในปีถัดไป
ตอนนี้ทางเกษตรกรเริ่มจะสู้กลับ โดยมีการเสนอให้ให้มีการจ่ายซื้อเมล็ดพันธุ์แบบที่ครอบคลุม
ให้สามารถเก็บผลิตผล
ไว้ปลูกในฤดูต่อๆไปได้ด้วย แต่ทนายความของบริษัทผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชดัดแปรพันธุกรรมยักษ์ใหญ่รายหนึ่งกล่าวว่า
การกระทำดังกล่าวจะเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
เกษตรกรกล่าวว่าการปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมนั้นปลอดภัย
ที่มา: ABC News Online
วันที่: 17 สิงหาคม 2547
Web site: http://www.abc.net.au/news/newsitems/200408/s1178482.htm
ศจ. เจนนิเฟอร์ ธอมสัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชดัดแปรพันธุกรรม
กล่าวในงานประชุม International
Entomology Congress (งานประชมทางด้านกีฏวิทยานานาชาติ)
ว่าเกษตรกรชาวออสเตรเลียไม่ควรกลัว
ที่จะปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรม เพราะเกษตรกรขนาดเล็กได้ปลูก
ฝ้ายและข้าวโพดดัดแปรพันธุกรรมที่ทนต่อแมลง
ในแอฟริกาใต้ ซึ่งเธอเห็นว่าสามารถปลูกได้เช่นเดียวกันในประเทศออสเตรเลีย
และเธอยังกล่าวอีกด้วยว่าพืชดัดแปรพันธุกรรมได้ถูกทดสอบอย่างเข้มงวดในด้านความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
โดยได้มีการทดสอบอย่างหนักในขณะที่พืชธรรมชาติไม่เคยถูกทดสอบขนาดนี้ และพืชดัดแปรพันธุกรรมเหล่านี้
ปลอดภัยกว่าพืชจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง
มอนซานโต้ต้องการส่วนแบ่งในตลาดขายพืชดัดแปรพันธุกรรมเพิ่มขึ้น
ที่มา: St. Louis Post-Dispatch
วันที่: 27 สิงหาคม 2547
Web site: http://www.stltoday.com/stltoday/business/stories.nsf/
Business/story/84AE92C6C7D4562586256EFD0038D79E?Open
Document&Headline=Monsanto's+rivals+want+a+bigger+piece+
of+biotech+crop+pie
ในกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพที่นำโดยบริษัทมอนซานโต้กำลังมีการแข่งขันสูง อย่างน้อย
4 บริษัทยักษ์ใหญ่
ที่จำแนกสารพันธุกรรมที่มีประโยชนและนำใช้ในมาผลิตพืชดัดแปรพันธุกรรมหลายพันธุ์
และถ้าผ่านการประเมิน
แล้วก็จะเป็นคู่แข่งที่สำคัญสำหรับมอนซานโต้ หรืออาจมีการจำหน่ายไปด้วยกัน
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้คือ
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเกษตรกรจะสามารถมีตัวเลือกมากขึ้นจะปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรมพันธุ์ไหน
เกษตรกรจะเลือกสิ่งที่พอใจมากกว่าจะซื้อเพราะยี่ห้อ เหมือนที่ปัจจุบันที่เกษตรกรซื้อถั่วเหลือง
Roundup
Ready ไม่ใช่เพราะเป็นของมอนซานโต้ แต่เป็นเพราะจนถึงปัจจุบันมันให้ผลผลิตที่ดีตามต้องการ
ถั่วเหลือง Roundup Ready เป็นของบริษัทมอนซานโต้ เป็นถั่วเหลืองที่ทนต่อยาปราบวัชพืชชนิด
Glyphosate บริษัทกล่าวว่า
ในปี 2546 จากพื้นที่การปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรม
167.2 ล้านเอเคอร์ จะมี 92% ที่ปลูกเมล็ดพันธุ์ของมอนซานโต้ ส่วนใหญ่เป็น
พืชดัดแปรพันธุกรรมที่ทนต่อแมลงและยาปราบวัชพืช
แต่สถานการณ์ต่างๆกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น บริษัทซินเจนต้า บริษัทดูปอง-ไพโอเนียร์ไฮเบรทอินเตอร์เนชั่นแนล
บริษัทดาวอโกรซายน์แอลแอลซีแอนด์ไบเยอร์ครอพซายน์ (บริษัทย่อยของไบเยอร์)
แต่ละบริษัทกล่าวว่าในอีก 5 - 10 ปี
บริษัทของตนจะเป็นยักษ์ใหญ่ในสาขานี้เช่นกัน